พร้อมบินไปหาทันที! 3 พี่น้องวอนท่านอ่องติดต่อกลับ แม่เคยหาหมอดีที่สุดให้ สายใยครอบครัวไม่ทิ้งกัน
2 ข้อความจากคนที่เคยนั่งกินข้าว โต๊ะเดียวกันมาเกือบทั้งชีวิต ถูกปล่อยออกมาห่างกันไม่ถึง 3 อาทิตย์ ข้อความหนึ่งบอกว่า พวกเราไม่เคยทิ้งน้องเลย ส่วนอีกข้อความถูกเขียนไว้ก่อนหน้านั้น และถ้าเอา 2 อันนี้มาวางเทียบกัน เมื่อไหร่ คุณผู้ชมจะเข้าใจทันทีว่าทำไม พี่ชายถึง 3 คน ต้องนั่งพูดใส่กล้องมือถือ แทนที่จะยกหูโทรหาน้องชายตัวเอง เหมือนบ้านอื่นเขาทำกัน ท่านอ่อง นายแพทย์จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ คนที่ป่วยมาตั้งแต่เด็ก วันนี้กำลังรอเข้าห้องผ่าตัดสมอง แบบเร่งด่วน แต่เรื่องหนักในตอนนี้ ไม่ได้มีแค่ก้อนเนื้อในหัวอย่างเดียว เพราะอีกฟากหนึ่ง คุณแม่กับพี่ๆ
กำลังนั่งรอสายที่ไม่รู้ว่าจะดังขึ้นเมื่อไหร่ แล้วคำถามที่เราต้องหาคำตอบให้ได้ก็คือ ประตูระหว่างน้องกับครอบครัวบานนี้ ใครเป็นคนปิด แล้วมันปิดมาตั้งแต่ตอนไหนกันแน่ ต้องยืนยันก่อนเลยว่าเรื่องที่ พี่น้องออกมาพูดเนี่ย เกิดขึ้นจริง วันที่ 21 กันยายน ปี 2569 ทางฝั่งของท่านอ้น วัชเรศร โพสต์คลิปผ่าน อินสตาแกรมส่วนตัว ในคลิปไม่ได้มีท่านอ้นคนเดียว แต่มีท่านอ้วน จุฑาวัชร กับท่านอิน วัชรวีร์ นั่งคุยอยู่ด้วยกันครบ 3 คน สิ่งที่ทั้ง 3 พูดตรงกันก็คือ วันนี้พวกเขาไม่รู้ข้อเท็จจริงเลย ว่าน้องได้รับการดูแล ได้รับยา หรือ ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอยู่
หรือเปล่า ที่แปลกใจก็เพราะว่าที่ผ่านมา ท่านอ่องมีกิจวัตรชัดเจน ไปหาหมอประจำ ไป สแกนสมองตามนัดเป็นประจำ พอมา เห็นภาพล่าสุด ทุกคนเลยตั้งตัวไม่ติด ตั้งตัวไม่ติด แต่คุณผู้ชมลองฟังคำพูดท่อนหนึ่ง ของท่านอ้นให้ดีนะครับ ท่านพูดว่า ถึงน้องจะตัดพวกเรายังไง หรือจะพูดถึงพวกเรายังไงก็ตาม พวกเราไม่เคยตัดน้องเลย เดี๋ยวก่อน คำว่าตัดพวกเราเนี่ยมันมาจากไหน ใครพูดเรื่องตัดขึ้นมาก่อน อันนี้แหละคือเงื่อนงำที่ทำให้ คลิปนี้ ไม่ใช่แค่คลิปห่วงน้องธรรมดา เดี๋ยวเราจะไปแกะกันให้ถึงต้นทาง แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมภาพน้องป่วยครั้งนี้
ถึงทำให้คนในบ้านสะเทือนหนักขนาดนี้ ในคลิปเดียวกัน คนที่ย้อนเล่าเรื่องคุณแม่ก็คือท่านอิน ตามที่มีการแชร์กันออกมา ท่านอินเล่าว่า คนที่เจ็บที่สุดในบ้านตอนนี้ก็คือแม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณแม่สุจาริณีเป็นคนเสาะหาแพทย์ที่ดี ที่สุดทั่วอเมริกา แล้วส่งมาดูแลท่านอ่องโดยตรง หัวอกคนเป็นแม่ไม่มีใครอยากเห็น ลูกป่วยหรอกนะฮะ ยิ่งเป็นลูกที่ตัวเองประคองมา ตั้งแต่อายุ 13 ภาพที่ออกมาวันนี้มันเลยเหมือน 30 ปีที่ทุ่มลงไป ถูกพลิกกลับในพริบตา แล้ว 30 ปีนั้นหน้าตาเป็นยังไง ย้อนกลับไปช่วงปี 2535 ตอนนั้นท่านอ่องอายุ 13 ขวบ ตรวจเจอว่าเป็นโรคเนื้องอกเส้นประสาท
ชนิดที่สอง ซึ่งเราเล่ากลไกของโรคกันไปแล้ว ว่ามันไม่ใช่มะเร็ง แต่มันขึ้นซ้ำได้เรื่อยๆ ตลอดชีวิต พอถึงปี 2539 ชีวิตทั้ง บ้านก็เปลี่ยน คุณแม่พาลูกชายทั้ง 4 คนย้ายไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ก่อนจะไปปักหลักกันที่ สหรัฐอเมริกา ตรงนี้แหละครับที่การรักษาของน้อง กลายเป็นภารกิจของทั้งครอบครัว เด็กที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดเปิด กะโหลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับเรียนหนังสือต่อไปได้เรื่อยๆ จนจบ แพทย์จากมหาวิทยาลัยไมอามี รัฐฟลอริดา กลายเป็นหมอที่เอาความรู้มาสอนคนไทยผ่านออนไลน์ คุณผู้ชมนึกภาพดูนะฮะ คนไข้ที่ผ่าน มีดหมอมาเป็น 10 ครั้ง แต่ยังลุกขึ้นมาใส่เสื้อกาวน์ได้
เบื้องหลังมันต้องมีคนคอยพยุงอยู่ตลอด และในคำบอกเล่าของพี่ๆ คนคนนั้นก็คือแม่ ทีนี้คำว่าหมอที่ดีที่สุดทั่ว อเมริกาเนี่ย ฟังเผินๆ เหมือนคำพูดติดปาก แต่มันมีน้ำหนักจริงนะฮะ ระบบการแพทย์ที่นั่นส่วนใหญ่เดิน ด้วยการส่งต่อ หรือที่เรียกกันว่า referral คือหมอประจำตัวต้องประเมินก่อน แล้วค่อยส่งไปหาหมอเฉพาะทาง ยิ่งเป็นโรคหายากแบบนี้ คนไข้แทบจะต้องไปพึ่งศูนย์ที่มี ทีมเฉพาะโรค ทั้งหมอผ่าตัดสมอง หมอหู หมอรังสี หมอพันธุกรรม นั่งทำงานร่วมกัน เก้าอี้ในศูนย์แบบนี้มีจำกัด คิวยาว แล้วหมอเก่งๆ ก็รับเคสกันเต็มมือ พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่จะพาลูกเข้าไป
ถึงโต๊ะหมอระดับหัวกะทิได้ ต้องรู้ว่าประตูไหนเปิด ต้องมีประวัติการรักษาต่อเนื่อง ที่หมอเชื่อถือ และต้องมีคนคอยตามเรื่องไม่ปล่อยมือ 30 ปีที่ผ่านมา ทางฝั่งของคุณแม่สุจาริณีเนี่ย ทำหน้าที่คนคุมสายส่งต่อนั้นมาตลอด เพราะแบบนี้เอง พอวันหนึ่งคนคุม สาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกนอนอยู่ห้องไหน ความรู้สึกมันถึงได้พังขนาดนี้ แล้วทำไมคุณแม่ไม่ออกมาพูดเอง ถึงต้องให้ลูกๆ เป็นคนเล่า อันนี้ถ้าให้เดานะครับ ผมมองว่ามีสองสามเหตุผลซ้อนกันอยู่ อย่างแรก คุณแม่ใช้ชีวิตค่อนข้าง เงียบมานาน การโผล่ออกมาพูดเองในเรื่องที่ ละเอียดอ่อนแบบนี้ อาจกลายเป็นข่าวที่ใหญ่เกินกว่า
ตัวเรื่อง อย่างที่สอง พอเป็นเสียงของลูกชาย ที่พูดจาสุภาพ เรียบเรียงเป็นขั้นเป็นตอนอย่างท่านอิน หัวอกแม่ที่ถูกเล่าผ่านปากลูกมัน เข้าถึงคนฟังได้นุ่มกว่า ไม่ดูเป็นการกดดันใคร และอย่างที่สาม มันทำให้สารทั้งหมด ออกมาในนามพี่น้อง ไม่ใช่ในนามแม่ที่ต่อว่าลูก ย้ำนะฮะว่านี่เป็นการมองของผมเอง ไม่มีใครในครอบครัวบอกเหตุผล ตรงนี้ไว้ รวมความแล้ว ตลอด 30 ปี น้องอ่องคือแกนกลางที่ทั้งบ้านหมุนรอบ แม่หาหมอ พี่ๆ คอยดูแล แล้วเมื่อไม่ถึง 3 ปีก่อน ท่านอ่องยังเดินเคียงกับท่านอ้น กลับมาเยือนเมืองไทยด้วยกันอยู่เลย แต่ภาพความอบอุ่นแบบนั้น มันเริ่ม
แยกทางกันตั้งแต่ตรงไหน ข้ามมาที่ช่วงหลังปี 2566 ครับ นี่คือช่วงที่เส้นทางพี่น้องเริ่ม แยกให้เห็นชัด ทางฝั่งของท่านอ้นย้ายมาทำกิจกรรม ที่เมืองไทยแบบเต็มตัว ออกงานบ่อย มีคนติดตามเยอะ ส่วนท่านอ่องไปปั้นศูนย์ให้ความรู้ ทางการแพทย์ของตัวเอง ทำคลิปสุขภาพ มีคนรอบตัวชุดใหม่ที่ดูแล ชีวิตประจำวัน ต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง เท่าที่ดูนะครับ ไม่มีใครในครอบครัวเคย ออกมาเล่าว่ามีเหตุการณ์อะไรเป็นจุดแตกหัก ไม่มีการทะเลาะออกสื่อ ไม่มีการโต้กันไปมา เพราะฉะนั้นคำว่าการเปลี่ยนแปลง เชิงอำนาจที่หลายคนพูดกันเนี่ย ผมขอไม่ไปแต่งเรื่องเพิ่ม
เพราะข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในมือตอนนี้ มีแค่ว่าระยะทางมันห่างขึ้น แล้ว สายโทรศัพท์ก็เงียบลง แต่ความเงียบนั้นไม่ได้เงียบสนิท เพราะมีคนคนหนึ่งเคยพูด เรื่องนี้ออกมาแล้ว และคนคนนั้นไม่ใช่พี่คนไหนเลย ถ้าย้อนกลับไปที่ภาพตอนเปิดเรื่อง 2 ข้อความที่วางคู่กันไม่ลง ข้อความแรกคือคลิปของพี่ๆ เมื่อวันที่ 21 ส่วนข้อความที่สองนั้น ถูกโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่สองกันยายน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของท่านอ่องเอง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สำนักข่าวหลายแห่งทั้งไทยโพสต์ ผู้จัดการออนไลน์ และไทเกอร์ รายงานตรงกันว่า ท่านอ่องเขียนชี้แจงว่า ตัวเอง ตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่ง
วิวัชรวงศ์มาหลายปีแล้ว โอ้โห คุณผู้ชมครับ นี่คือคำตอบของคำว่าตัดพวกเรา ที่ท่านอ้นหลุดพูดออกมาในคลิป มันไม่ได้มาจากลอยๆ มันมาจากปากน้องชายเอง ที่ประกาศต่อหน้าคนหลายแสนคน ก่อนหน้านั้นเกือบ 3 อาทิตย์ ในโพสต์เดียวกันนั้น ท่านอ่องยังเตือนว่ามีคนเอาชื่อไป อ้าง เปิดรับบริจาคค่ารักษา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยืนยันว่าตัวเองไม่เคยได้เงิน แม้แต่บาทเดียว และบอกว่าถึงจะมีปัญหาสุขภาพจริง แต่ไม่เคยหลอกลวงใคร ไม่เคยโลภ ตรงนี้ต้องระวังนิดนึงนะฮะ 2 เรื่องนี้อยู่ในโพสต์เดียวกันก็จริง แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกเลยว่าคนที่ แอบอ้างรับเงินคือใคร เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเอา 2 เรื่อง
มาผูกกันเอง อย่าไปเดาแทนเขาว่าเกี่ยวกับ ครอบครัวหรือเปล่า แล้วมีรายละเอียดเล็กๆ อีกจุดหนึ่งที่ น่าสนใจมาก ในฉบับภาษาไทยใช้คำว่า ตัดความสัมพันธ์ ซึ่งฟังแรงและเด็ดขาด แต่ในฉบับภาษาอังกฤษ ความหมายออกมา ประมาณว่า ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับครอบครัวนี้มา หลายปีแล้ว ซึ่งนุ่มกว่ากันเยอะ คือ คือมันเป็นไปได้ทั้งสองทาง ว่าเจ้าตัวตั้งใจสื่อแบบห่างกันเฉยๆ แต่พอแปลเป็นไทยแล้วคำมันแรงขึ้น หรือจะตั้งใจให้คนไทยรู้ชัดๆ ว่าตัด จริงก็ได้ ตรงนี้มีแต่เจ้าตัวที่ตอบได้ เอ้า มาถึงเรื่องที่คนสงสัยกันเยอะ ว่าประโยคพร้อมเดินทางไปหาทันที มันแฝงนัยทางกฎหมาย
เป็นการส่งสัญญาณถึงใครที่ ถือสิทธิ์ดูแลการรักษาอยู่หรือเปล่า มัน มันต้องเข้าใจหลักพื้นฐานก่อนครับ ผู้ใหญ่ที่ยังมีสติ ยังตัดสินใจเองได้ เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือกว่า จะให้ใครรู้ข้อมูลการรักษา จะให้ใครเข้าเยี่ยม หรือจะไม่ให้ใครรู้เลยก็ได้ ญาติสายเลือดไม่ได้มีสิทธิ์ อัตโนมัติจะเดินเข้าไปขอดูแฟ้มคนไข้ ต่อให้เป็นแม่ก็ตาม ส่วนกรณีที่คนไข้ตัดสินใจเองไม่ได้แล้ว และไม่เคยแต่งตั้งใครไว้ล่วงหน้า กฎหมายหลายแห่งถึงจะเปิดช่องให้ ญาติเข้ามามีเสียง พูดง่ายๆ ก็คือ ตราบใดที่ท่านอ่อง ยังสื่อสารได้ อำนาจเรื่องนี้อยู่ในมือเจ้าตัวคนเดียว
เพราะแบบนี้เอง ผมถึงมองว่าคำว่า ติดต่อกลับมาเนี่ย ไม่ได้เป็นคำเตือนทางกฎหมายถึงคนกลุ่มไหน แต่มันคือการยื่นมือถึงตัวน้องโดยตรง พี่ๆ รู้ดีว่าตัวเองบังคับอะไรไม่ได้ เลยทำได้อย่างเดียว คือเปิดประตูค้างไว้ แล้วบอกให้คนทั้งประเทศช่วยได้ยิน เผื่อเสียงนั้นจะเดินทางไปถึง เตียงคนไข้ ได้เร็วกว่าเบอร์โทรที่ติดต่อ ไม่ได้ ส่วนประโยคที่ว่าไม่รู้ว่าน้อง ได้รับการดูแลหรือยาที่ถูกต้อง หรือเปล่า หลายคนตีความไปไกลว่าเป็นการ ตั้งข้อหาใส่ใครบางคน ซึ่งผมอยากให้เบรกกันไว้ก่อน เพราะ ในคลิปทั้งหมด พี่ๆ ไม่ได้เอ่ย ชื่อใครเลยแม้แต่คนเดียว สิ่งที่เขาพูดคือความไม่รู้ ไม่ใช่
การกล่าวหา และถ้ามองจากข้อมูลที่มี คนที่อยู่ ใกล้ท่านอ่องที่สุดตอนนี้ก็คือคน รอบตัวชุดปัจจุบัน ซึ่งหมอที่วิเคราะห์คลิปอาการชัก ก่อนหน้านี้ ยังออกปากชมว่าดูแลตอนชัก ได้ถูกต้องตามหลักด้วยซ้ำ ดูทรงแล้ว ความกังวลของครอบครัวมัน มาจากการที่ภาพเพิ่งหลุดออกมา ทีเดียวแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ใช่มาจากหลักฐานว่ามีใครดูแลผิด อันนี้เราไม่ควรไปตัดสินแทนใครครับ ที่เหลืออยู่ตอนนี้ คือความจริงที่ ขัดกันเองอย่างเจ็บปวด ฝั่งหนึ่งเขียนไว้ด้วยมือตัวเองว่า ตัดขาดมาหลายปี อีกฝั่งยืนยันว่าไม่เคยตัดเลยสักวัน ส่วนตัวคนไข้ ยังรอหมอบอกวันผ่าตัดอยู่
ทั้งคู่อาจพูดความจริงพร้อมกันก็ได้ เพราะคนหนึ่งเดินออกไป ขณะที่อีกฝั่งไม่เคยปิดประตูตามหลัง ผมดูคลิปนั้นจบแล้วรู้สึกเลยว่า สิ่งที่หนักที่สุดของคนเป็นแม่ ไม่ใช่การเห็นลูกป่วย แต่คือการเห็นลูกป่วยแล้วทำอะไร ไม่ได้เลย คุณผู้ชมว่า ถ้าเราเป็นท่านอ่อง ในวันที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดครั้ง ที่ 11 เราจะเลือกกดโทรกลับหาคนที่เคย ประคองเรามา 30 ปี หรือเลือกยืนตามคำที่เคยประกาศไว้ ลองคุยกันในคอมเมนต์ดูครับ
